การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว

ถั่วเหลืองเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย เนื่องจากเมล็ดถั่วเหลืองมีโปรตีนสูง จึงเป็นแหล่งอาหารสำคัญที่ใช้ในการบริโภค และเลี้ยงสัตว์ แต่ผลผลิตถั่วเหลืองในปัจจุบันยังไม่เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะถั่วเหลืองคุณภาพดีเพื่อการบริโภคและอุตสาหกรรมอาหาร ในขณะที่ผลผลิตในประเทศลดลง

การผลิตถั่วเหลืองของไทยมี 2 ลักษณะ คือ การผลิตเพื่อใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ และเพื่อการบริโภคและเลี้ยงสัตว์ โดยในการผลิตเมล็ดพันธุ์นั้นต้องเน้นการผลิตให้ได้เมล็ดถั่วเหลืองมีชีวิต และสามารถงอกได้เมื่อได้รับปัจจัยในการงอกที่เหมาะสม และตรงตามพันธุ์ ส่วนการผลิตเพื่อบริโภคและเป็นอาหารสัตว์นั้น เมล็ดไม่จำเป็นต้องมีชีวิตแต่จะเน้นคุณค่าทางโภชนาการและความปลอดภัยต่อการบริโภค อย่างไรก็ตามในการผลิตทั้ง 2 ลักษณะ จำเป็นต้องใช้กระบวนการจัดการหรือวิทยาการก่อนและหลังการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพดี ตามวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้

การเก็บเกี่ยว (Harvest)

การเก็บเกี่ยวมีผลกระทบ อย่างมากต่อปริมาณ และคุณภาพของผลผลิตถั่วเหลือง ในการเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพดี จะต้องคำนึงถึงระยะสุกแก่ของเมล็ดสภาพแวดล้อมในช่วงเมล็ดสุกแก่ทางสรีรวิทยาถึงเก็บเกี่ยว และกรรมวิธีเก็บเกี่ยว ซึ่งจะมีความเกี่ยวโยงถึงกระบวนการจัดการหรือกิจกรรมก่อนการเก็บเกี่ยว ตั้งแต่การเลือกพื้นที่ ช่วงปลูกและพันธุ์ที่ใช้ปลูก รวมถึงการเขตกรรมและการป้องกันกำจัดโรคและแมลง

1. ระยะสุกแก่ของถั่วเหลือง

ผลผลิตและคุณภาพเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองจะสูงสุดเมื่อสุกแก่ทางสรีรวิทยา (Physiological maturity) ซึ่งเป็นระยะที่เมล็ดมีน้ำหนักแห้งสูงสุด แต่ความชื้นในเมล็ดยังสูง (50-55%) โดยทั่วไปการเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองควรทำในช่วงสุกแก่เต็มที่ (R8) โดยสังเกตฝักมีสีน้ำตาล 90-95% ของจำนวนฝักบนต้น ซึ่งเป็นระยะที่เมล็ดสุกทางสรีรวิทยาและความชื้นเมล็ดลดลงมาอยู่ในระดับหนึ่ง (Field maturity) อย่างไรก็ตามการเก็บเกี่ยวที่เร็วขึ้นเป็นระยะสุกแก่ทางสรีรวิทยา (R7.5) โดยสังเกตจากจำนวนฝักครึ่งหนึ่งบนต้นเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล แล้วนำไปผึ่งในร่ม 2 วัน ก่อนตากแดดให้แห้งแล้วนวด จะได้เมล็ดที่มีคุณภาพสูงและลดการสูญเสียของผลผลิต โดยช่วยลดปริมาณเมล็ดเขียว เมล็ดย่น ทำให้มีเปอร์เซ็นต์เมล็ดดี สูง ความงอกและความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์สูงกว่าการเก็บเกี่ยวที่ระยะ R8 ซึ่งสามารถ ปฏิบัติได้ในกรณีที่ผลิตในปริมาณไม่มากนัก ส่วนการเก็บเกี่ยวก่อนระยะสุกแก่ทางสรีรวิทยาจะได้ผลผลิตและคุณภาพเมล็ดถั่วเหลืองต่ำลง เนื่องจากการพัฒนาเมล็ดยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ ทำให้มีเมล็ดลีบ และเมล็ดเขียวมาก ส่วนการเก็บเกี่ยวที่ล่าช้าออกไปผลผลิตและคุณภาพของถั่วเหลืองจะลดลง เนื่องจากมีโอกาสได้รับความเสียหายจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะฝน ความชื้นอากาศ และอุณหภูมิสูง ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

2. สภาพแวดล้อมหลังเมล็ดสุกแก่ทางสรีรวิทยาถึงช่วงเก็บเกี่ยว

หลังการสุกแก่ทางสรีรวิทยาจนกระทั่งเก็บเกี่ยว สภาพแวดล้อมโดยเฉพาะฟ้าอากาศมีผลกระทบต่อปริมาณและคุณภาพของเมล็ดถั่วเหลืองอย่างมาก การมีฝนตกสลับกับแดดจัดความชื้นในอากาศสูง หรืออุณหภูมิสูง จะทำให้เมล็ดถั่วเหลืองเสื่อมความงอกและความแข็งแรง เมล็ดเน่าเสียเชื้อราเข้าทำลาย มีเมล็ดเขียว เมล็ดย่น เมล็ดปริ และเมล็ดร่วงหล่นมาก ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายของถั่วเหลืองจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมในช่วงดังกล่าว ควรกำหนดช่วงปลูกให้เหมาะสมในแต่ละฤดูปลูก โดยการผลิตในฤดูแล้งควรปลูกภายในเดือนธันวาคม เพื่อให้เก็บเกี่ยวได้ก่อนที่ฝนจะเริ่มตกในช่วงกลางเดือนเมษายนเป็นต้นไป ส่วนการผลิตในฤดูฝนควรเลือกปลูกช่วงกลางเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม เพื่อให้เก็บเกี่ยวในช่วงที่หมดฝนแล้ว (ตุลาคม) ซึ่งจะมีโอกาสให้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงกว่าการปลูกต้นฤดูฝน นอกจากนั้นพันธุ์ถั่วเหลืองยังเป็นตัวกำหนดวันปลูกด้วย โดยพันธุ์ที่มีอายุยาว เช่น สจ.5 และเชียงใหม่ 60 ควรปลูกเร็วกว่าพันธุ์ที่มีอายุสั้นกว่า เช่น พันธุ์ สจ.2 ทั้งในฤดูแล้งและฝน อย่างไรก็ตามวันปลูกยังมีผลต่อปริมาณโปรตีนในเมล็ดถั่วเหลือง ด้วย จากข้อมูลงานวิจัยในต่างประเทศชี้ให้เห็นว่า ถั่วเหลือง ที่ปลูกล่าจะมีโปรตีนในเมล็ดถั่วเหลืองเพิ่มขึ้น

3. วิธีการเก็บเกี่ยว

ใช้แรงงานคนตัดที่โคนต้นด้วยเคียวหรือมีด แล้วตากถั่วเหลืองไว้ในแปลงให้แห้ง (1-3 วัน) แล้วจึงมัดเป็นฟ่อนนำไปเก็บไว้ในที่ร่มกันฝนได้เพื่อรอการนวด วิธีเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองโดยใช้แรงคนอาจมีผลกระทบต่อผลผลิตและคุณภาพในทางอ้อม เนื่องจากเก็บเกี่ยวได้ช้า ซึ่งหากผลิตในปริมาณมาก และขาดแคลนแรงงานจะทำให้เก็บเกี่ยวไม่ทัน ปัญหาอีกประการหนึ่งที่มักพบในการเก็บเกี่ยวถั่วเหลือง คือ กรมีวัชพืชมาก ทำให้เก็บเกี่ยวลำบากและล่าช้า การสเปรย์สารทำให้ใบร่วง Dimethipin ในอัตรา 80-120 มิลลิลิตร เมื่อถั่วเหลืองอยู่ในระยะ (R7+5 วัน) ช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้โดยไม่ทำให้ผลผลิตและคุณภาพเมล็ดด้านความงอก ความแข็งแรงของเมล็ดถั่วเหลืองลดลง และไม่มีผลตกค้างในเมล็ด

วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว

การจัดการหรือกิจกรรมต่าง ๆ หลังการเก็บเกี่ยวถั่วเหลือง ได้แก่ การลดความชื้นถั่วเหลืองทั้งต้น การนวด การลดความชื้นเมล็ด การปรับปรุงสภาพเมล็ด การตรวจสอบคุณภาพ การเก็บรักษาเมล็ด และการขนส่ง ล้วนมีผลกระทบต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิตถั่วเหลือง ดังนั้น การปฏิบัติในแต่ละขั้นตอนต้องมีความระมัดระวังเพื่อให้ได้ผลผลิตและมีคุณภาพเมล็ดถั่วเหลืองสูง

 

1. การลดความชื้นทั้งต้น (Plant drying)

การตากถั่วเหลืองหลังเก็บเกี่ยวในแปลง มีความเสี่ยงต่อการสูญเสียผลผลิตและคุณภาพเมล็ดถั่วเหลืองโดยเฉพาะเมื่อมีฝนตก ดังนั้น จึงควรวางแผนปลูกถั่วเหลืองให้สามารถเก็บเกี่ยวและตากต้นถั่วในช่วงไม่มีฝน หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรนำ ถั่วเหลืองทั้งต้นไปผึ่งไว้ในที่ร่มกันฝน ได้ นอกจากนั้นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหาได้ คือ การอบลดความชื้น ซึ่งกองเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร ได้ทดลองใช้เครื่องอบถั่วเหลืองทั้งต้นก่อนนวด ครั้งละ 250 กิโลกรัม สามารถลดความชื้นจาก 34.1-39.9 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 15-16.8 เปอร์เซ็นต์ ในเวลา 6 ชั่วโมง โดยมีค่าใช้จ่ายในการอบ 1 บาทต่อกิโลกรัมของถั่วเหลืองแห้ง

2. การนวด (Threshing)

เป็นขั้นตอนการกะเทาะและแยกเมล็ดถั่วเหลืองออกจากฝัก สามารถทำได้โดยใช้แรงคนและเครื่องนวดเมล็ดพืช หากมีแรงงานเพียงพอหรือการผลิตถั่วเหลืองในปริมาณที่ไม่มากนัก สามารถนวดโดยการกองถั่วเหลืองบนลาน หรือบนภาชนะต่าง ๆ เช่น ผ้าพลาสติก ผ้าตาข่ายไนล่อน แล้วทุบด้วยไม้ให้ฝักแตก แล้วแยกเอาเมล็ดออกจากเศษซากถั่วเหลือง วิธีนี้มีต้นทุนสูง ทำได้ช้า สูญเสียเมล็ดที่ติดไปกับเปลือกฝักสูง วิธีการนวดที่ได้รับความนิยมมาก คือ ใช้เครื่องนวดเมล็ดพืชที่พัฒนามาจากเครื่องนวดข้าว วิธีการนี้ต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างความชื้นเมล็ดพันธุ์ และความเร็วรอบของเครื่องนวดโดยเฉพาะเมื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ ความชื้นที่เหมาะสมต่อการนวดด้วยเครื่อง คือ 13-18 เปอร์เซ็นต์ โดยใช้ความเร็วรอบอยู่ในช่วง 350-500 รอบต่อนาที การนวดถั่วเหลืองที่มีความชื้นสูงเกินไปจะทำให้เมล็ดช้ำเชื้อราเข้าทำลายได้ง่าย ส่วนการนวดเมื่อเมล็ดมีความชื้นต่ำเกินไป เมล็ดจะแตกร้าวเสียหายโดยเฉพาะเมื่อใช้ความเร็วรอบของเครื่องนวดสูง อย่างไรก็ตามในการผลิตเพื่อการบริโภคหรือเลี้ยงสัตว์การนวดอาจใช้ความเร็วรอบของเครื่องสูงได้ถึง 600-700 รอบต่อนาที แต่ก็ต้องจำกัดความชื้นของเมล็ดที่จะนวดให้อยู่ในระดับ 13-16 เปอร์เซ็นต์ เพื่อลดความเสียหายของเมล็ดจาการบอบช้ำหรือการแตกหัก รวมถึงการสูญเสียเมล็ดติดไหกับเศษซากถั่วเหลือง

3. การลดความชื้นเมล็ด (Seed or grain drying)

เมล็ดถั่วเหลือง หลังการนวดต้องลดความชื้นให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อการเข้าทำลายของเชื้อราและแมลงในโรงเก็บ (10% หรือต่ำกว่า) การลดความชื้นทำได้ง่ายโดยการตากเมล็ดในแดดซึ่งประหยัด แต่ความแปรปรวนของสภาพฟ้าอากาศ คือ การมีฝนตก ความชื้นในอากาศสูง แสงแดดไม่เพียงพอในการลด ความชื้น เป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ผลผลิตถั่วเหลืองของไทยมีคุณภาพต่ำ ทั้งในการผลิตเมล็ดพันธุ์และเพื่อบริโภค หากผลิตในปริมาณไม่มากนัก การใช้วิธีผึ่งเมล็ดบนภาชนะต่าง ๆ เช่น ผ้าใยพลาสติก ผ้าพลาสติก หรือกระดัง ไว้ในร่มจะช่วยลดปัญหาลงได้บ้าง แต่การผลิตในปริมาณมากมีทางเลือก คือ การใช้เครื่องอบลมร้อนในการลดความชื้น ซึ่งคุณภาพของเมล็ดจะขึ้นกับความชื้นเบื้องต้นของเมล็ดและอุณหภูมิที่ใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ ซึ่งควรใช้อุณหภูมิในช่วง 40-45 องศาเซลเซียส โดยพิจารณาใช้อุณหภูมิต่ำในการอบหากเมล็ดพันธุ์มีความชื้นสูงจะได้รับความเสียหาย จากการลดความชื้นอย่างรวดเร็ว (desiccation damage) มากกว่าเมล็ดพันธุ์ที่มีความชื้นต่ำ การอบโดยใช้อุณหภูมิที่สูงกว่า 45 องศาเซลเซียส จะทำให้เมล็ดพันธุ์ตาย เสื่อมความงอกและความแข็งแรง ส่วนการใช้อุณหภูมิที่ต่ำเกินไปจะทำให้ลดความชื้นเมล็ดถั่วเหลืองได้ล่าช้า ทำเมล็ดเสียหายจากกระบวนการทางชีวเคมี เช่น การหายใจ และทำให้เชื้อราเข้าทำลายได้ อย่างไรก็ตามการอบความชื้นเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองยังต้องคำนึงถึงชนิดของถังอบด้วย เนื่องจากถังอบขนาดใหญ่อาจจะทำให้ชั้นของเมล็ดพันธุ์ในถังอบที่หนาเกินไปจะเป็นอุปสรรคในการกระจายความร้อนในถังอบ ทำให้เมล็ดพันธุ์เสื่อมคุณภาพ แต่การใช้เครื่องอบที่มีถังอบบรรจุถั่วเหลืองแห้งได้ 1 ตัน จำนวน 12 ถังต่อเครื่อง โดยใช้อุณหภูมิ 45 องศาเซลเซียส จะลดปัญหาดังกล่าวได้ โดยมีต้นทุนค่าเชื้อเพลิงในการอบลดความชื้น 0.20-0.24 บาทต่อเมล็ดพันธุ์แห้ง 1 กิโลกรัม

การปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ (Seed jprocesssing)

1. การทำความสะอาดเมล็ด เป็นขั้นตอนของการคัดแยกสิ่งเจือปน และเมล็ดที่ไม่ได้มาตรฐานตามการผลิตเพื่อใช้เป็นเมล็ดพันธุ์หรือเพื่อการบริโภคและเลี้ยงสัตว์ ทิ้งไป โดยปกติการนวดถั่วเหลืองโดยใช้เครื่องนวด เครื่องจะทำความสะอาดโดยการใช้แรงลมเป่าแยกเศษซากพืช และสิ่งเจือปนออกจากเมล็ดในระดับหนึ่ง หลังจากนั้นจึงคัดแยกสิ่งเจือปนต่าง ๆ ที่ยังตกค้างอยู่รวมไปถึงเมล็ดเสียต่าง ๆ ออก ได้แก่ เมล็ดแตก เมล็ดม่วง เมล็ดเขียว เมล็ดที่มีการย่นหรือปริเกินครึ่งหนึ่งของพื้นที่เมล็ดออกโดยใช้แรงคน ถ้าหากสิ่งเจือปน เมล็ดเสีย หรือเมล็ดที่ไม่ได้มาตรฐาน และมีน้ำหนักเบา สามารถใช้เครื่องเป่าทำความสะอาดโดยอาศัยแรงลมช่วยในการคัดแยกได้ (air screen cleaner)

2. การคัดเมล็ด (Grading) เป็นการคัดเมล็ดถั่วเหลืองที่ไม่ได้ขนาดออกไป ได้แก่ เมล็ดลีบ เมล็ดเล็ก และเมล็ดแตก โดยใช้เครื่องคัดแยกที่มีตะแกรงขนาดต่างกัน หรือเครื่องคัดเมล็ดแบบอาศัยแรงเหวี่ยง (Gravity grading) เพื่อลดการสูญเสียคุณภาพเมล็ดที่เกิดจากการแตกร้าวด้วยแรงกระแทก ขณะคัดเมล็ดจะต้องมีความชื้นไม่ต่ำกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นจึงนำเมล็ดมาคัดด้วยมืออีกครั้ง โดยคัดเมล็ดเขียว เมล็ดม่วง และเมล็ดย่น กับเมล็ดปริ ที่มีรอยมากกว่าครึ่งหนึ่งของพื้นที่เมล็ดออกทิ้ง โดยเฉพาะเมื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ เนื่องจากเมล็ดเหล่านี้มีคุณภาพต่ำไม่เหมาะที่จะใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ ในขณะเดียวกันเมล็ดเหล่านี้จะทำให้ถั่วเหลืองที่ผลิตเพื่อการบริโภคมีคุณภาพต่ำขายไม่ได้ราคา 

การตรวจสอบคุณภาพ (Quality testing)

ในการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลือง หลังการปรับปรุงคุณภาพเมล็ดพันธุ์ จะตรวจสอบคุณภาพว่าเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองที่ผลิตได้มีคุณภาพมาตรฐานเมล็ดพันธุ์หรือไม่ โดยตรวจสอบความชื้น ความบริสุทธิ์ สิ่งเจือปน เมล็ดพันธุ์อื่น และความงอกของเมล็ดพันธุ์ นอกจากนั้นควรตรวจสอบความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์ โดยวิธีการเร่งอายุที่ให้เมล็ดพันธุ์อยู่ในสภาพอุณหภูมิสูง 42 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพันธ์ 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา 48 ชั่วโมง ก่อนนำไปเพาะเหมือนการทดสอบความงอกปกติ เมล็ดที่ผ่านการเร่งอายุแล้วหากมีความงอกสูงแสดงว่ามีความแข็งแรงสูง และสามารถเก็บรักษาได้นาน ถึงแม้ว่าค่าความแข็งแรงจะไม่มีในมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ แต่เนื่องจากเป็นค่าที่บ่งบอกถึงศักยภาพในการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์จึงควรตรวจสอบเพื่อเป็นข้อมูลในการจัดเก็บ และวางแผนใช้เมล็ดพันธุ์ต่อไป สำหรับเมล็ดถั่วเหลืองเพื่อการบริโภคในปัจจุบันจะไม่มีการตรวจสอบคุณภาพ แต่ผู้ผลิตควรผลิตให้มีคุณภาพดี ตามที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์กำหนด เพราะเมื่อนำไปจำหน่ายจะได้ราคาตามคุณภาพของเมล็ด

1. มาตรฐานคุณภาพเมล็ดถั่วเหลือง (Quality)

1.1 คุณภาพเมล็ดพันธุ์

เมล็ดถั่วเหลืองที่ใช้เป็นเมล็ดพันธุ์จะต้องมีชีวิต หรือมีความสามารถในการงอกและความตรงตามพันธุ์หรือมีความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์เป็นสำคัญ เนื่องจากเมล็ดพันธุ์มีบทบาทสำคัญยิ่งในการกำหนดจำนวนประชากร ความสม่ำเสมอในการงอก และการเจริญเติบโตถั่วเหลือง ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จในการให้ผลผลิต ดังนั้น เมล็ดพันธุ์ที่จำหน่ายเพื่อปลูกใช้ในการบริโภคและเลี้ยงสัตว์ จะต้องมีคุณภาพตามมาตรฐานของเมล็ดพันธุ์จำหน่าย (Certified or Extension Seed) ดังตารางที่1

 

ตารางที่1 คุณภาพเมล็ดพันธุ์จำหน่ายของถั่วเหลือง (สถาบันวิจัยพืชไร่ , 2534)

 

รายการ

(%)

ความชื้น (สูงสุด)

12

ความบริสุทธิ์ (ต่ำสุด)

97

เมล็ดพันธุ์อื่น (สูงสุด)

0.5

สิ่งเจือปน (สูงสุด)

3

วัชพืช (สูงสุด)

0

ความงอก (ต่ำสุด)

70

   1.2 คุณภาพเพื่อการบริโภคและเลี้ยงสัตว

เมล็ดถั่วเหลืองเพื่อการบริโภคและเลี้ยงสัตว์ จะแตกต่างจากเมล็ดพันธุ์อย่างชัดเจนตรงที่เมล็ดไม่จำเป็นที่จะต้องมีชีวิตหรือมีความสามารถในการงอก แต่คุณภาพเมล็ดส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับคุณค่าทางโภชนาการ และความปลอดภัยในการบริโภคและเลี้ยงสัตว์เป็นสำคัญ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ (2546) ได้กำหนดมาตรฐานเพื่อการรับซื้อเมล็ดถั่วเหลืองของโรงงาน โดยราคารับซื้อขึ้นกับเกรดของเมล็ด ดังที่แสดงในตารางที่ 2

 

ตารางที่ 2 มาตรฐานคุณภาพเมล็ดถั่วเหลือง ในการรับซื้อถั่วเหลืองผลิตภายในประเทศของ

โรงงาน (กรมการค้าภายใน, 2546)

 

รายการ/

ราคารับซื้อ

เกรดสกัดน้ำมัน

เกรดอาหารสัตว์

เกรดแปรรูปผลิตภัณฑ์

อาหาร

สีผิวเมล็ด

ไม่ระบุ

เหลืองมัน

13%

ความชื้น (สูงสุด)

13%

13%

3%

สิ่งเจือปน (สูงสุด)

3%

3%

3%

เมล็ดเสีย (สูงสุด)

5%

3%

3%

เมล็ดแตก (สูงสุด)

5%

5%

36 %

โปรตีน (ต่ำสุด)

ไม่ระบุ

ไม่ระบุ

 

ราคา

 

 

 

ณ ไร่นา

ไม่ต่ำกว่า 10.00 บาท/กก.

ไม่ต่ำกว่า 10.50 บาท/กก.

ไม่ต่ำกว่า 12.50 บาท/กก.

ณ หน้าโรงงาน

ไม่ต่ำกว่า 11.00 บาท/กก.

ไม่ต่ำกว่า 11.50 บาท/กก.

ไม่ต่ำกว่า 13.50 บาท/กก.

ตลาด กทม.

 

 

 

 

ดังนั้นการผลิตถั่วเหลืองเพื่อการบริโภคและอาหารสัตว์ จึงควรเน้นการผลิตให้มีคุณภาพสูงในเกรดแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อจะได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น และยังช่วยลดปัญหาการขาดแคลนถั่วเหลืองคุณภาพดีเพื่อใช้ในประเทศด้วย

การเก็บรักษา (Storage)

หลังการปรับปรุงสภาพและตรวจสอบคุณภาพแล้ว ควรเก็บถั่วเหลืองในถุงใยพลาสติก หรือภาชนะที่ปิดได้สนิทป้องกันความชื้นได้ เพื่อเก็บรักษาเมล็ดถั่วเหลืองไว้ได้นาน เนื่องจากเมล็ดถั่วเหลืองมีคุณสมบัติแลกเปลี่ยนความชื้นกับอากาศได้ ดังนั้น การเก็บรักษาถั่วเหลืองในห้องหรือสถานที่ที่ไม่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นเมล็ดอาจดูดความชื้นจากอากาศ ทำให้เมล็ดมีความชื้นสูง ซึ่งจะกระตุ้นกระบวนการทางชีวเคมึในเมล็ดทำให้เกิดความร้อน และกระตุ้นกิจกรรมของจุลินทรีย์เป็นเหตุให้เมล็ดเน่าเสีย หรือมีสารพิษในเมล็ดซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคหรือสัตว์เลี้ยงได้ โดยเฉพาะเมื่ออุณหภูมิในโรงเก็บสูงยิ่งกระตุ้นความเสียหายของเมล็ดพันธุ์ การวางถุงบรรจุเมล็ดถั่วเหลืองในโรงเรือนจะต้องวางบนแคร่ที่ยกสูงจากพื้นประมาณ 10 เซนติเมตร ควรหลีกเลี่ยงการวางบนพื้นซีเมนต์โดยตรงเพื่อป้องกันเมล็ดดูดความชื้นจากพื้นดังกล่าว และหากเก็บเมล็ดถั่วเหลืองจำนวนมากควรวางถุงเมล็ดพันธุ์เป็นกอง ๆ ให้มีช่องว่างระหว่างกอง เพื่อการระบายอากาศ การเก็บรักษาเมล็ดถั่วเหลืองในห้องควบคุมอุณหภูมิ 22 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 60-65 เปอร์เซ็นต์ เป็นอีกวิธีที่จะช่วยยืดอายุเก็บรักษาเมล็ดถั่วเหลืองได้ แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงจึงเหมาะสำหรับการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์มากกว่า นอกจากนั้นอายุเก็บรักษาของเมล็ดถั่วเหลืองยังขึ้นกับพันธุกรรม เช่น เมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองพันธุ์ที่มีลักษณะเมล็ดแข็งจะเก็บรักษาได้นานกว่าพันธุ์ที่ไม่มีลักษณะดังกล่าว และเมล็ดพันธุ์ที่มีความงอกและความแข็งแรงเมื่อเริ่มเก็บรักษาสูง จะเก็บรักษาได้นานกว่าเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดังกล่าวเมื่อเริ่มเก็บรักษาที่ต่ำกว่า นอกจากนั้นสภาพโรงเก็บซึ่งการรักษาในสภาพไม่ควบคุมอุณหภูมิ ควรเป็นห้องโปร่ง มีการระบายอากาศดี และกันฝนได้ มีการป้องกันแมลงศัตรูในโรงเก็บ โดยเฉพาะในโรงเก็บที่ใช้งานมานาน ควรมีการรมสารเคมีฆ่าแมลง เช่น ฟอสทอกซิน

การขนส่ง (Transportation)

ในการขนย้ายเมล็ด ถั่วเหลืองไม่ว่าจะใช้แรงคนหรือเครื่องจักรก็ตาม สิ่งที่ต้องระวัง คือ การกระทบ กระเทือน โดยเฉพาะเมื่อเมล็ดมีความชื้นต่ำ กว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะแตกร้าวได้ง่าย นอกจากนั้นยังต้องระวังการถูกฝนในระหว่างการขนย้าย โดยเฉพาะเมื่อขนส่งระยะทางไกล ซึ่งควรขนย้ายโดยรถที่มีหลังคา และผ้าคลุมกันฝน

 

 

 

<Back Home Next>